หน้าหลัก arrow ประวัติโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี arrow ประวัติโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
ประวัติโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี

ประวัติ
โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี

เมื่อปี พ.ศ. 2445
      มีการตั้งหน่วยทหารขึ้นที่บริเวณวัดป่ารวก ตำบลหัวเวียง จังหวัดลำปาง โดยทราบกันในนามหน่วยว่า "กรมทหาร" ซึ่งมีเจ้าหน้าที่และกิจการเสนารักษ์ ทำหน้าที่บริการทางการแพทย์ให้แก่ทหารและ ครอบครัวที่สังกัดกรมทหารนั้น

ปี พ.ศ. 2448
     มหาอำมาตย์โท พลตรีเจ้าบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง สละที่ดินส่วนตัวที่เป็น บริเวณเนินที่เรียกว่าม่อนไก่เขี่ย (ปัจจุบันเรียกว่า ม่อนสันติสุข) ให้เป็นที่ตั้งใหม่ อันเป็นที่ตั้งของ ค่ายสุรศักดิ์มนตรีในปัจจุบัน นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2453 - พ.ศ. 2459 ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าหน่วย แพทย์มีสภาพและการจัดหน่วยอย่างไร
ครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2468 หน่วยทหาร มีสภาพเป็น กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 17 ปรากฏหลักฐานว่า มีการ จัดหมวดเสนารักษ์ โดยตั้งอยู่ที่บริเวณมุมค่ายทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเพื่อให้บริการ ทางการแพทย์แก่หน่วยทหารในขณะนั้น

 z5

ในปี พ.ศ. 2493

   
  มีการจัดตั้งกองพลที่ 7 และมณฑลทหารบกที่ 7 ขึ้นที่จังหวัดลำปาง ส่วนกองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 14 แปรสภาพเป็น กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 7 ทำให้ หมวดเสนารักษ์ มีกำลังพลไม่เพียงพอ ที่จะสนับสนุนการรักษาพยาบาลและส่งกลับได้ทั้งหมด จึงได้จัดตั้งหน่วยแพทย์ ์ขึ้นใหม่อีกหน่วยหนึ่ง เป็นกองเสนารักษ์ให้บริการแก่กำลังพลของกองพลที่ 7 และมณฑลทหารบกที่ 7 และบรรจุแพทย์เป็นผู้บังคับกอง เรียกนามหน่วยว่า กองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 7

 
8

     ต่อมาหมวดเสนารักษ์ ได้รับการจัดหน่วยใหม่ ให้เป็นหน่วยขึ้นตรงต่อกองร้อยเสนารักษ์ กรมผสมที่ 7 ซึ่งตั้งอยู่จังหวัดเชียงใหม่ มีภารกิจ สนับสนุนบริการทางการแพทย์แก่กองพันทหารราบที่ 2 กรมผสมที่ 7 ซึ่งยังคงตั้งหน่วยอยู่ที่จังหวัดลำปางเหมือนเดิม โดยเหตุนี้แม้ว่าหมวดเสนารักษ์ดังกล่าวจะไม่รายงานขึ้นตรงต่อกองเสนารักษ์ มณฑลทหารบกที่ 7 แต่เมื่อตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดลำปาง ก็ต้องร่วมปฏิบัติงานในด้านการรักษาพยาบาลร่วมกันในสภาพเสนารักษ์รวม


ปี พ.ศ. 2499
     กองทัพบกมีคำสั่งยุบเลิกกองพลที่ 7 เหลือเพียงแต่มณฑลทหารบกที่ 7 กองเสนารักษ์จึงแปรสภาพเป็น กองพยาบาล รับผิดชอบการรักษาพยาบาลและส่งกลับผู้ป่วยในที่ตั้งปกติ และเมื่อมณฑลทหารบกที่ 7 มีการขยายอัตรากำลังพล จึงปรับสภาพกองพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาล โดยจัดสร้างอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก ดังนี้
     1. ซ่อมแซมปรับปรุงอาคารเดิมที่มีอยู่ก่อน และแบ่งพื้นที่ปฏิบัติงานให้แก่แผนกต่างๆ
     2. สร้างเรือนผู้ป่วยใน 1 หลัง สำหรับผู้ป่วย ทางอายุรกรรม , ศัลยกรรม และสูติ-นรีเวชกรรม โดยใช้ทุน O.I.C.C.
     3. สร้างโรงที่พักทหาร 1 หลัง และแบ่งพื้นที่บางส่วนให้เป็นที่ปฏิบัติ งานของแผนกคลัง,ห้องฝึกอบรมพลทหาร และหมวดเสนารักษ์กองพันทหารราบที่ 2
     4. สร้างตึก ขนาดย่อม 1 หลัง สำหรับการผ่าตัดและเอ๊กซเรย์ โดยใช้เงินบริจาคของ นาย น้อย คมสัน คหบดีชาวลำปางร่วมกับบุคคล ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดลำปางซึ่งให้ชื่ออาคารนี้ว่า " ตึกคมสัน "
     5. ดัดแปลงอาคารในข้อ 1 เป็นห้องตรวจโรค ผู้ป่วยนอก โดยเงินบริจาคของ พันตรี ปชา ศิริวรสาร ( ยศในขณะนั้น )
     6. สร้างโรงประกอบอาหาร และ โรงเลี้ยง 1 หลัง
     7. สร้างอาคารไม้สำหรับเป็นที่ปฏิบัติงานของ หมวดบริการ , สูทกรรม และโรงรถ 

 z3

   ด้วยเหตุนี้ สภาพกองพยาบาลจึงเปลี่ยนเป็น โรงพยาบาลมณฑลทหารที่ 7
และตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาหน่วยแพทย์แห่งนี้ใช้คำว่า " ผู้อำนวยการ "
     
    ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2509 ได้รับการแต่งตั้งชื่อใหม่ว่า " โรงพยาบาลสุรศักดิ์มนตรี "


ปี พ.ศ. 2516
  
     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานนามโรงพยาบาลกองทัพบกต่าง ๆ ให้ มีคำนำหน้าว่า "ค่าย" จึงเรียกหน่วยว่า "โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี"


ปี พ.ศ.
2520
    
      สร้างห้องตรวจโรคผู้ป่วยนอกขึ้นใหม่แทนห้องเดิม ซึ่งคับ แคบไม่สามารถรองรับปริมาณคนไข้นอก ที่มีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยใช้เงินบำรุงโรงพยาบาลในการก่อสร้างเนื่องจากอาคารของโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472 มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก จะทำการต่อเติมเพื่อเพิ่มพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยก็ทำไม่ได้ เพราะมีอาณาบริเวณจำกัด


ปี พ.ศ. 2527   
    
กองทัพบกได้อนุมัติโครงการก่อสร้าง โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี เป็นจำนวนเงิน 60 ล้านบาท

 4
 ปี พ.ศ. 2529    
     โครงการก่อสร้างโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีเสร็จสมบูรณ์โดยมีที่ตั้งใหม่อยู่ติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ลำปาง - งาวตรงกันข้าม กับกองบัญชาการมณฑลทหารบกที่ 7 ต. พิชัย อ. เมือง จ. ลำปาง

 zz
 

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2529
      ได้ย้ายการปฏิบัติงานจากที่ตั้งเดิมไปยังสถานที่ตั้งใหม่ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งปัจจุบัน โดยตัวอาคาร มีลักษณะเดียวกับโรงพยาบาลชุมชนของสาธารณสุข สามารถรองรับผู้ป่วยนอกได้ประมาณ 100 คน / วัน มีเตียงรับผู้ป่วยได้ 60เตียง เมื่อเปิดให้บริการแล้วปรากฏมี ข้าราชการพลเรือนและประชาชนชาวลำปางมาเข้าร่วมรับบริการด้วย โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี จึงเป็นสถานพยาบาลสำหรับทหารและครอบครัว เป็นที่เชื่อถือศรัทธาของชาวลำปาง ซึ่งนับวันจะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดความแออัด ในส่วนบริการผู้ป่วยนอก และเตียงรับผู้ป่วยในก็ไม่พอเพียง 


 a1
 
 ปี พ.ศ. 2538 
     โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีดำเนินโครงการรณรงค์หาเงินบริจาคสร้างอาคารใหม่ เพื่อขยายพื้นที่อาคารตรวจโรคผู้ป่วยนอก เพิ่มเตียงรับผู้ป่วยใน รวมทั้งดัดแปลงอาคารเดิมเชื่อมต่อกับอาคารใหม่ และตกแต่งภายใน โดยได้รับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาส่วนหนึ่งและอีกส่วนหนึ่งใช้เงินรายรับของสถานพยาบาลเอง ในระยะเวลาดังกล่าวเป็นห้วงที่ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเสด็จสวรรคต ประชาชน ผู้บริจาค จึงได้ถือโอกาสถวายเป็นพระราชกุศล จึงถือว่าอาคารใหม่สร้างขึ้นได้ จากความร่วมมือร่วมใจของประชาชน และส่วนราชการ โดยได้พระบารมีของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทำให้เกิดความสำเร็จขึ้นได้ โครงการสร้างอาคารใหม่แห่งนี้ ได้ชื่ออาคารว่า " อาคารอุบัติเหตุ "

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2543
      สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี เสด็จ ฯเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดอาคารอุบัติเหตุอย่างเป็นทางการ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณ แก่โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี ตลอดจนข้าราชการมณฑลทหารบกที่ 32 และประชาชนในจังหวัดลำปางอย่างล้นพ้น

 a3
ปี พ.ศ. 2544
  
พันเอกมงคล จิวะสันติการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล  เห็นว่าโรงพยาบาลต้องรองรับปริมาณผู้ป่วยโรคกระดูกมากขึ้น ห้องทำกายภาพบำบัดคับแคบอีกทั้งมีเครื่องมือไม่เพียงพอ จึงรณรงค์หาเงินบริจาคเพื่อสร้างอาคารกายภาพบำบัด  รวมทั้งดำเนินการขออนุมัติพื้นที่และแบบแปลน ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องจนถึงปี พ.ศ.2547 โดย พันเอกนิวัฒน์ บุญยืน และ พันเอกสิทธิชัย  จิตสมจินต์ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล


 a5
 
ปี พ.ศ. 2548   
 
  กองทัพบกอนุมัติการก่อสร้าง " อาคารกายภาพบำบัด " มูลค่าก่อสร้าง 13,510,000 บาท โดยอนุมัติให้ก่อสร้างบนพื้นที่ของหน่วยหมวดซ่อมบำรุง สรรพาวุธ 2 กองสรรพาวุธเบา  กองพลทหารราบที่ 4 ซึ่งย้ายที่ตั้งไปยังจังหวัดทหารบกพะเยา         ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 360 วัน  ( 28 มกราคม 2548-22 มกราคม 2549 ) เปิดให้บริการกายภาพบำบัด  ฝังเข็มและศูนย์ออกกำลังกาย

 pic6

ปี พ.ศ. 2558   
   กองทัพบกอนุมัติการก่อสร้าง " อาคารผู้ป่วยนอก 4 ชั้น  "  ใช้งบรายรับของสถานพยาบาล ประจำปีงบประมาณ 2558 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาลให้กับกำลังพลและครอบครัวของหน่วยทหาร รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่มารับบริการเพิ่มขึ้นทุกปี  มูลค่าการก่อสร้าง 79,750,000 บาท  โดยอนุมัติให้ก่อสร้างเชื่อมต่อกับอาคารผูป่วยนอกหลังเดิม ใช้ระยะเวลาก่อสร้าง 360 วัน  ( 27 ส.ค.58 - 22 ส.ค.59 ) ชั้นที่ 1 เปิดให้บริการห้องตรวจโรคผู้ป่วยนอกและห้องรังสีกรรม ชั้นที่ 2 เปิดให้บริการห้องผ่าตัด ชั้นที่ 3 เปิดให้บริการหอผู้ป่วยอาการหนักและห้องไตเทียม ชั้นที่ 4 เปิดให้บริการกองสูตินรีเวชกรรม   

 opd1


 
ปัจจุบันโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีมีอาคารบริการผู้ป่วยทั้งหมด 6 อาคาร ได้แก่
   1. อาคารอุบัติเหตุ
   2. อาคารบริการผู้ป่วย - อาคารหอผู้ป่วย และอาคารบริการ     ผู้ป่วยสูติ-นรีเวชกรรม
   3. อาคารบริการและสำนักงาน
   4. อาคารกายภาพบำบัด
   5. อาคารแพทย์ทางเลือก
   6. อาคารผู้ป่วยนอกใหม่ 4 ชั้น (อยู่ระหว่างการก่อสร้าง27 ส.ค.58 - 22 ส.ค.59)

           ทั้งหมดออกแบบให้เป็นอาคารประหยัดพลังงาน โดยมีช่องแสงหลายทาง มีประตูทางออกหลายทาง มีความโล่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก ทำให้ประหยัดค่าไฟฟ้าแสงสว่างและเครื่องปรับอากาศได้มาก มีทางเดินเชื่อมต่อกันอย่างสะดวกอาณาบริเวณมีความสวยงามร่มรื่น

        นับจากการปรับสภาพกองพยาบาลให้เข้าลักษณะโรงพยาบาล โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีมีการพัฒนาทางด้านกายภาพและคุณภาพการบริการมาโดยตลอด จนได้รับการยอมรับจากหน่วยงานผู้บังคับบัญชาและผู้ใช้บริการ ทั้งที่เป็นกำลังพลทหารและครอบครัว  ข้าราชการพลเรือนและประชาชนทั่วไปเข้ารับบริการ  อีกทั้งให้การสนับสนุนกิจกรรมของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง

      ผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรีคนปัจจุบัน  คือ  พันเอกณัฐนนท์ ภุคุกะ